โรค Monkey-B มาใหม่อีกแล้วเหรอ ?

    จากข่าวไม่นานมานี้ที่เป็นข่าวที่ดังในโลกออนไลน์ซึ่งสร้างความตกใจให้กับหลายคนที่ได้อ่านข่าว “สัตวแพทย์ดับ หลังติดเชื้อไวรัส ลิงสู่คน เผย เคสแรกเกิดที่จีน” แท้จริงแล้วโรคนี้เป็นโรคที่เราน่าจะเป็นกังวลไหม ในกรณีใดบ้าง จะเป็นกรณีที่ไวรัสที่อาจมีที่มาจากสัตว์แล้วทำให้เกิดปัญหาใหญ่ทั้งโลกเหมือน COVID-19 หรือไม่
     ข่าวนี้เผยแพร่ในวงกว้างเป็นครั้งแรกในแหล่งข่าวระดับโลก Washington Post ซึ่งมีที่มาจากจดหมายข่าวภาคภาษาอังกฤษของศูนย์ควบคุมโรคของประเทศจีน ใจความว่ามีสัตวแพทย์ (อายุ 53 ปี) ในสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งที่มีการวิจัยในสัตว์ในกลุ่มลิง ได้ทำการผ่าซากลิงสองตัวในวันที่ 4 มีนาคม 2564 และได้เริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและมีไข้รวมถึงอาการทางประสาทในอีกหนึ่งเดือนถัดมา โดยเขาได้ไปเข้ารักษาในหลายโรงพยาบาลแต่ก็ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน และจากนั้นได้ตรวจยืนยันว่ามีเชื้อไวรัส Herpes B ในสัตวแพทย์ผู้นั้นจริง ซึ่งถือว่าเป็นเคส Herpes B เคสแรกที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อในจีนแผ่นดินใหญ่
     เราจะเห็นได้ว่าที่เราตื่นกลัวกันนั้นคือการพาดหัวข่าวว่า “เคสแรกที่จีน” ซึ่งอาจจะไปทำให้คิดเปรียบเทียบกับโรคอุบัติใหม่อย่าง COVID-19 ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทยในตอนนี้ว่า “มาใหม่อีกแล้วเหรอ” แต่แท้จริงแล้วโรคนี้ไม่ใช่โรคที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่แต่อย่างใด
     โรค Monkey B (เรียกตามในข่าว) นั้นมีอีกหลายชื่อด้วยกันอาทิ B Virus, herpes B, monkey B virus, herpesvirus simiae, และ herpesvirus B ซึ่งเชื้อนี้ได้รับการจำแนกไว้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2475 โดยเป็นเชื้อในวงศ์เดียวกับที่โรคเริมที่เราคุ้นเคยมากกว่า (Herpes simplex, HSV-1, HSV-2) ซึ่งไวรัสในกลุ่มนี้ก็จะเป็นไวรัสที่มีความสามารถในการติดเชื้อที่เซลล์ประสาท เราจะสังเกตได้ว่าในโรคเริมนั้นเป็นโรคที่เรารักษาไม่หายขาด กลับมาเป็นซ้ำใหม่ได้เมื่อผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำลงเนื่องจากเชื้อจะอาศัยอยู่ในปมประสาท ไม่ได้อยู่ในเลือด และมีกระบวนการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย สำหรับโรคเริม อาการนั้นก็จะเป็นตุ่มน้ำพอง แต่สำหรับ B virus นั้นอาการในมนุษย์นั้นรุนแรงกว่ามาก

    ปกติแล้ว Monkey B พบได้ในลิงกลุ่มแม็กแคก (macaque) ซึ่ง ก็คือ ลิงทุกชนิดที่พบในประเทศไทย ที่เราคุ้นชื่อกันดีเช่น ลิงแสม ลิงวอก ลิงกัง เป็นต้น (ยกเว้นลิงลม) ซึ่งเชื้อนี้ถ้าอยู่ในลิงที่กล่าวมา ก็ไม่ได้ก่อปัญหาสำคัญ โดยเป็นเชื้อที่แฝงอยู่ในร่างกายลิงไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการคล้ายกับโรคเริมในคน แต่ถ้าหากมนุษย์ หรือลิงในกลุ่มอื่น เช่นชิมแปนซีได้รับเชื้อนี้เข้าไปแล้วจะก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยหากได้รับเชื้อเข้าไปผ่านทางการถูกกัดหรือข่วน การสัมผัสน้ำลาย, ปัสสาวะ, อุจจาระ หรือ เนื้อเยื่อเส้นประสาท ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล, ดวงตา, จมูก หรือปาก หรืออาจผ่านทางการถูกเข็มหรือของมีคมที่มีเชื้อนี้อยู่ จิ้มหรือบาดที่ผิวหนัง โดยมีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์เพียงครั้งเดียวในปีพ.ศ. 2530  โดยผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 1 เดือนหลังได้รับเชื้อ อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัด อาทิ มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว จากนั้นจะเริ่มมีตุ่มน้ำพองบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และพัฒนาอาการที่หนักขึ้น หายใจลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และในท้ายที่สุดไวรัสจะกระจายไปที่สมองและไขสันหลัง ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทรุนแรงและเสียชีวิตได้หลังติดเชื้อที่ก้านสมอง โดยอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้หากไม่ได้มีการไม่ได้มีการรักษานั้นสูงมากที่ 70-80% (สำหรับ COVID-19 มีอัตราการเสียชีวิตต่ำว่า 3%) และผู้รอดชีวิตก็จะมีอาการทางระบบประสาทต่อเนื่องอีกด้วย โดยการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้นคือการล้างแผลที่สัมผัสกับลิงด้วยการถูสบู่หรือสารละลายไอโอดีน 15 นาที และล้างด้วยการเปิดน้ำสะอาดไหลผ่านแผลอีก 15 นาทีจากนั้นรีบไปพบแพทย์ 
    การที่จะได้รับเชื้อเข้าไปสำหรับประชานทั่วไปที่ไม่ได้มีการสัมผัสใกล้ชิดกับลิงนั้น มีโอกาสน้อยมาก แต่ทว่าผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดก์บลิงเช่น สัตวแพทย์ นักวิจัย บุคลากรศูนย์วิจัยที่เลี้ยงลิง หรือพนักงานสวนสัตว์นั้นถือว่ามีความเสี่ยงหากมิได้มีการตรวจโรคลิงที่อยู่ในการดูแล หรือมีมาตรการป้องกันอาทิ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม มีการเรียนรู้ด้านจับบังคับลิง การปฐมพยาบาล และการส่งตัวอย่างที่สงสัยอย่างเหมาะสม และอย่าลืมว่าในไทยนั้นมีจุดที่มีความเสี่ยงมากอยู่อีกจุดหนึ่งซึ่งมักถูกมองข้ามนั่นคือ การที่มีลิงอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนในหลายแห่ง บางแห่งก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือศาสนสถานอีกด้วย หลายแห่งนั้นถึงกับมีการจัดเป็นบริเวณให้อาหารลิงไว้ ถึงแม้ยังไม่พบโรคนี้ในลิงในธรรมชาติในทวีปเอเชียซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ อย่างไรก็ตามผู้ทีมีโอกาสเสี่ยงก็ควรได้รับการสื่อสารความเสี่ยงหรือเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดเหตุอยู่เสมอ


อ้างอิง
Eberle, R., & Jones-Engel, L. (2017). Understanding primate herpesviruses. Journal of emerging diseases and virology, 3(1).
Centers for Disease Control and Prevention. (2019, January 31). Herpes B Virus. Centers for Disease Control and Prevention. https://www.cdc.gov/herpesbvirus/index.html. 

โรค Monkey-B
ติดต่อเรา

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เลขที่ 999 ถ.พุทธมณฑลสาย4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทร : 02-441-5242-5
โทรสาร : 02-441-0937

© 2020 Mahidol University Faculty of Veterinary Science - All Rights Reserved